ทัวร์ภูฏาน เที่ยวสุดสบายช่วงฤดูร้อน ตลอดเดือนสิงหาคม 4วัน 3คืน

3,511
ทัวร์ภูฏาน เที่ยวสุดสบายช่วงฤดูร้อน ตลอดเดือนสิงหาคม 4วัน 3คืน
สนใจจองทัวร์ โทร. 02-184-6990 ,02-184-6991

ไฮไลท์การเดินทาง

พาทุกท่านเที่ยวชมเมืองหลวงทิมพู แวะถ่ายรูป สำนักสงฆ์ตัมโช ที่มีสะพานแขวนทอดข้ามแม่น้ำซึ่งสร้างโดยพระโยคีลามะ ชมเจดีย์สามองค์ริมฝั่งแม่น้ำ ท่านแวะชิมชา กาแฟและขนมว่างท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยสุดแสนโรแมนติค ณ จุดชมวิวบนเขา นำเข้าสู่ วัดชิมิ หรือ วัดแห่งการเกิด แวะชม ซิมโทกาซอง ซึ่งเป็นซองที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ สร้างขึ้นในสมัยรวมชาติ

รายละเอียดวันเดินทาง

  วันเดินทางไป-กลับ ผู้ใหญ่ เด็กมีเตียง เด็กไม่มีเตียง เด็กทารก จอยแลนด์ พักเดี่ยว

รายละเอียดโปรแกรมทัวร์ภูฏาน

กรุงเทพฯ – พาโร – ทิมพู
เวลารายการท่องเที่ยว
02.00 น.พร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตูทางเข้าที่ 6 เคาน์เตอร์ N สายการบินดรุ๊กแอร์
04.30 น.
ออกเดินทางสู่ภูฏาน โดยสายการบินดรุ๊กแอร์ เที่ยวบินที่ KB121
08.10 น.

ถึง สนามบินพาโร เมืองหน้าด่านในหุบเขาแสนสวย ที่มีภูมิประเทศเหมาะที่สุดในการก่อสร้างสนามบินของภูฏาน  เพลินชมอาคารที่พักผู้โดยสาร ซึ่งออกแบบก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม อันมีเอกลักษณ์ทางศิลปที่น่าทึ่ง ด้วยการใช้วัสดุเป็นเครื่องไม้ เข้าสลักเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องใช้ตะปูประดับลวดลายด้วยสีสันของภาพจิตรกรรม  และการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ส่วนที่เป็นหลังคาจะใช้การซ้อนแผ่นไม้ แล้วทับไว้ด้วยก้อนหินใหญ่เพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงลมและหิมะตก


ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร
ก่อนผ่านพิธีการเข้าประเทศ ให้ท่านแลกเงินงุลดรัม ที่สนามบินพาโร

จากนั้น

นำเดินทางด้วยรถมินิบัสเข้าสู่ดินแดนสุขาวดีบนเทือกเขาหิมาลัย  จากนั้นนำท่านเดินทางด้วยรถมินิบัส สู่ เมืองหลวงทิมพ ผ่านชมทางหลวงแผ่นดินสายหลักของประเทศ เข้าสู่เขตช่องเขาตามแนวแม่น้ำพาชู  แวะถ่ายรูป สำนักสงฆ์ตัมโช ที่มีสะพานแขวนทอดข้ามแม่น้ำซึ่งสร้างโดยพระโยคีลามะ ในศตวรรษที่15 ชื่อThangtong Gyalpo ที่ เดินทางมาจากทิเบตเพื่อต้องการมาหาแร่เหล็ก และท่านได้คิดค้นการทำโซ่เหล็กเป็นครั้งแรก (มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์พาโร)  นำเดินทางต่อไปผ่านชมเจดีย์สามองค์ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นเจดีย์แบบทิเบต ภูฏาน และเนปาลที่จุดบรรจบของแม่น้ำพาชูกับแม่น้ำทิมพูชู ที่บริเวณด่านชูซอม เดินทางต่อท่ามกลางทิวทัศน์แสนสวยแปลกตาสู่ นครหลวงทิมพู ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,350 เมตร

เที่ยงรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารสุโขทัย
 

ทางบริษัทได้จัดเตรียมชุด “คีรา” และ “โค” ชุดประจำชาติของภูฏานให้ท่านได้สวมใส่เที่ยวในเมืองทิมพู นำแวะชมวิวบนเนินเขา คุนเซลโพดรัง Kuenselphodrang เหนือตัวเมืองในจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดในประเทศภูฏาน พร้อมนมัสการพระพุทธรูปหล่อสัมริดประทับนั่งกลางแจ้ง สูง 51.50 เมตร องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการรวมพลังของชาวพุทธจากทั่วโลก โดยได้ต้นแบบมาจากพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในสถูปพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากนั้นนำชม อนุสรณ์สถาน หรือมหาสถูปที่พระเจ้าจิกมี ดอร์จี วังชุก กษัตริย์องค์ที่3 หรือพระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม ที่ปกครองภูฏาน ในช่วงปี ค.ศ.1952 – 1972  ทรงมีพระประสงค์จะสร้างสถูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แทนสัญลักษณ์ กาย วาจาและใจ ของพระพุทธศาสนา แต่ท่านได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน สมเด็จพระราชินีจึงได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นนำเข้าชมภายใน “ทิมพู ซอง” Thimpu Dzong หรือมีชื่อเป็นทางการว่า  ตาชิโช ซอง” ซึ่งเป็นป้อมปราการที่ตั้งของสำนักพระราชวัง และทำเนียบรัฐบาล มีห้องทำงานมาก กว่า 100 ห้อง  

 

ในส่วนของมหาอารามนั้นจะมีตำหนักที่ประทับฤดูร้อนของสมเด็จพระสังฆราช ในส่วนของซองแห่งนี้จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ได้เฉพาะในส่วนของบริเวณวัด ซึ่งที่ในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี พระโพธิสัตว์  ท่านคุรุปัทมสัมภวะ และท่านซับดรุง งาวังนัมเกลซึ่งเป็นผู้รวบรวมชนเผ่าจนเกิดเป็นประเทศภูฏาน ชมการตกแต่งภาพจิตรกรรมฝาผนังและผ้าพระบทที่เล่าเรื่องราวในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของการแสดงบารมีในปางต่างๆของ “พระปัทมสัมภวะ” หรือ “พระปทุมสมภพ”  (แปลว่าผู้กำเนิดจากดอกบัว) เป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้าตามแนวคิดของนิกายมหายาน

ค่ำรับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตราคารของโรงแรม
ที่พัก
Ramada Thimphu  Hotel หรือ เทียบเท่า
ทิมพู –ปูนาคา – ทิมพู
เวลารายการท่องเที่ยว
  เช้ารับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้า ออกเดินทางเข้าสู่เขตเทือกเขาสูงที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าสนกึ่งป่าดงดิบ จนถึงช่องเขา “โดชูลาพาส” หรือ ช่องเขาศิลาที่มีระดับความสูง  3,145 เมตร ซึ่งมีกลุ่มสถูป  “ดรุค วังเกล”  หรือสถูปแห่งความเป็นสิริมงคลและ สันติสุขของแผ่นดิน 108 องค์ ที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชินี  อะชิ ดอร์จิ วังโม วังซุก (ร.4) เพื่อ ถวายพระโพธิสัตว์และพระอรหันต์108 องค์และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความสงบสุขที่เกิดขึ้นหลังจากการปราบกบฏอัสสัมที่เข้ามาใช้พื้นที่ประเทศภูฏานในการต่อสู้กับรัฐบาลอินเดีย


ขอเชิญทุกท่านแวะชิมชา กาแฟและขนมว่างท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยสุดแสนโรแมนติค ณ จุดชมวิวบนเขา  ซึ่งในวันที่อากาศสดใสจะมองเห็นยอดเขาโต๊ะที่มียอดแบนราบเหมือนโต๊ะและยอดเขาอื่นๆบนเทือกเขาหิมาลัย ที่สูงกว่า 7,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากนั้นนำเดินทางข้ามภูเขาที่สูงเหนือม่านเมฆ สัมผัสกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า ชมวิวบนเทือกเขาและเพลินชมหมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีการทำนาแบบขั้นบันได เลาะเลียบแม่น้ำ Puna Tsang Chhu  เข้าสู่เมืองหลวงเก่า ปูนาคา (Punakha) ที่มีภูมิประเทศสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร  และมีอากาศที่อบอุ่นกว่าเมืองทิมพู ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ภูฏานและ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงเสด็จแปรพระราชฐานมาปูนาคาในฤดูหนาว (เดือน พ.ย - เม.ย) ปูนาคาจึงเปรียบเสมือน  “เมืองหลวงฤดูหนาว” (Winter Capital) ในขณะ ที่ทิมพูเป็น “ เมืองหลวงฤดูร้อน ”(Summer Capital) และเป็น เมืองหลวงทางราชการ นำท่านเข้าชม “ปูนาคา ซอง” (Punakha Dzong)  ซึ่งเป็นซองขนาดใหญ่ และสำคัญที่สุด เป็นสถานที่เก็บ พระอัฐิ ของท่านธรรมราชาซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้รวมชาติภูฏาน และ ยังเป็นสถานที่ ซึ่งพระเจ้าอุกเยน วังชุก กษัตริย์พระองค์แรก ได้กระทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งภูฏาน  เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2450 ( ต่อมาจึงกำหนดให้ทุกวันที่ 17  ธ.ค. เป็นวันชาติภูฏาน)  ภายในซองแห่งนี้มีพระตำหนักและท้องพระโรงซึ่งใช้เป็นสถานประกอบพระราชพิธีต่างๆ ยังมีศาลาว่าการเมือง ลานสนามหลวง มหาธาตุเจดีย์ หอพระ โบสถ์ วิหาร กุฏิพระลามะ ที่สร้างขึ้นในซองนี้ถึง 21 แห่ง  มีภิกษุสามเณรจำพรรษากว่า  6,000 รูป แม้จะเคยเกิดไฟไหม้ถึง 6 ครั้ง เกิดน้ำท่วม และแผ่นดินไหว แต่ปูนาคา ซอง ก็ยังคงความงามสง่า  “ ปูนาคา ซอง ”มีตำนานเป็นพุทธทำนายโดย  “คุรุริมโปเช” หรือท่าน “คุรุปัทมสัมภวะ” ว่า ณ ที่แห่งนี้จะมีบุรุษนาม “นัมเกล” มาสร้างป้อมปราการเป็นสังฆมณฑล(ซอง) ขึ้นที่บริเวณด้านหน้าภูเขารูปงวงช้างที่มีแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน  ซึ่งคำทำนายนั้นได้กลายเป็นความจริง   เมื่อท่านซับดรุง  งาวัง  นัมเกล  พระลามะผู้ที่ได้นำพระบรมสารีริกธาตุจากทิเบตเข้ามาประดิษฐานในภูฏาน และได้สร้าง “เซอรี่ดอร์จีซอง”และ“ซิมโทกา ซอง”ในบริเวณช่องเขาเมืองทิมพู  เพื่อใช้เป็นสำนักเพื่อการประกาศศาสนา  ในปีพ.ศ.2163และพ.ศ.2172ตามลำดับ หลังจากนั้นจึงมาสร้าง“นาคา ซอง”ขึ้นในปีพ.ศ.2182  ณ จุดบรรจบลำน้ำโม (โม=ผู้หญิง)  กับลำน้ำ โป (โป=ชาย)ที่รวมกันเป็นแม่น้ำ ปูนาซัง ซึ่งในบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งสำนักของนักบวชโยคีมาก่อน  ท่านได้รับแรงศรัทธาอย่างมากมาย จึงได้รับยกย่องให้เป็น “ซับดรุง” หมายถึง “ ผู้พิชิตที่ศัตรูจะต้องสยบแทบเท้า”จากนั้นก็ได้สร้าง “ตาชิโช  ซอง” ที่ทิมพูอีกหนึ่งแห่งในปีพ.ศ.2184  แล้วก็ได้ประกาศการเป็นพระสังฆธรรมราชาเพื่อการเผยแผ่ศาสนานิกายนิงมาปาหรือดรุ๊กปาและได้รวมชาติของชนเผ่าต่าง ๆ จนเกิดเป็นราชอาณาจักรภูฏานในเวลาต่อมา)

เที่ยง
รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรม Zhingkham resort
จากนั้นนำเดินทางสู่หมู่บ้านโลเบซ่า(Lobesa) ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ตกแต่งผนังอาคารบ้านเรือนด้วยรูปอวัยวะเพศชายตามความเชื่อเรื่องสิริมงคลแห่งการป้องกันสิ่งชั่วร้ายและพลังของการให้กำเนิดชีวิต เพลิดเพลินชมท้องทุ่งนากลางหุบเขา แล้วนำเข้าสู่ วัดชิมิ (Chimi Lhakhang) หรือ วัดแห่งการเกิด ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยท่าน Drukpa Kuenley นักบวชลามะผู้ที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์พลังลึกลับและอิทธิปาฏิหาริย์ ท่านได้สะกดวิญญาณนางปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในรูปของสุนัขสีแดงเอาไว้ใต้เจดีย์ด้วยเครื่องมือที่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย ทำให้วัดแห่งนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า No Dog Temple และยังได้เนรมิตรแพะผสมวัวให้กลายเป็นตัวทาคินอีกด้วย ชาวภูฏานจึงนิยมมาขอพรเพื่อเพิ่มพลังให้ชีวิตและการขอบุตรกันที่วัด “ชิมิลาคัง” ซึ่งในโบสถ์จะมีรูปบูชาของท่าน และจะมีพระลามะทำพิธีให้พรด้วยการใช้เครื่องหมายเพศชายและคันธนูเคาะเบาๆที่ศีรษะ  จากนั้นจะรินน้ำมนต์ ซึ่งตามธรรมเนียมเราต้องใช้ฝ่ามือทั้งสองรับน้ำมนต์มาแตะที่ริมฝีปากก่อนที่จะนำไปลูบที่ศรีษะ

จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่เมืองทิมพู แวะชม ซิมโทกาซอง(Simtokha Dzongซึ่งเป็นซองที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ สร้างขึ้นในสมัยรวมชาติ ใช้เป็นโรงเรียนสอนภาษา“ซองคา”ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ และใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับสามเณรลามะ

ค่ำรับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ของโรงแรม
ที่พัก
Ramada Thimphu  Hotel หรือ เทียบเท่า
ทิมพู – วัดตั๊กซัง - พาโร
เวลารายการท่องเที่ยว
  เช้ารับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

หลังอาหารเช้านำนั่งรถมินิบัสเข้าสู่เส้นทางหลวงเลาะเลียบแม่น้ำ ทิมพูชู 


สู่เมืองพาโร  เข้าสู่บริเวณเชิงเขา จากนั้นนำเดินเท้า(หรือขี่ม้า)ขึ้นสู่ยอดเขา  ซึ่งแบ่งการเดินออกเป็น2ช่วง  ใช้เวลาช่วงละประมาณ 2 ชั่วโมง ที่ระดับความสูงเฉลี่ย2,000-3,000เมตร ในเส้นทางแสวงบุญของชาวพุทธมหายานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก  ขอเชิญแวะพักเหนื่อยชมภาพมหัศจรรย์ของวัดตั๊กซังที่เกาะเกี่ยวอยู่บนหน้าผาสูง ดื่มชากาแฟที่จุดชมวิวTaktshang Cafeในช่วงที่1 (เป็นจุดที่ตั้งภัตตาคารอาหารกลางวัน) จากนั้นท่านที่ยังมีพลังศรัทธาแรงกล้าจะร่วมกันเดินข้ามเขาในช่วงที่สอง เข้าสู่วัดตั๊กซัง หรือวัดถ้ำเสือ ซึ่งเป็นวัดถ้ำ13วัดที่สร้างเกาะเกี่ยวกันอยู่บนหน้าผาที่ดูเหมือนวิมานสวรรค์ล่องลอยอยู่เหนือกลุ่มเมฆ  นับเป็นวัดที่น่ามหัศจรรย์1ใน10ของโลก  และมีความสำคัญที่สุดของชาวภูฏาน ซึ่งทุกคนจะต้องขึ้นไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต ...ตามตำนาน ที่เชื่อกันว่า ถ้ำเสื้อหรือรังเสือ แห่งนี้คือสถานที่ๆ กูรู ริมโปเช หรือ ท่านปัทมสัมภวะ ผู้เป็นปรมาจารย์แห่งคำสอนแบบ วัชรญานตันตระที่เดินทางโปรดสัตว์มาจากทิเบต ได้ขี่นางเสือ ขึ้นไปสร้างสมบุญบารมีนั่งวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำนานถึง3เดือน  ก่อนที่ท่านจะได้ประกาศคำสอนสู่สานุศิษย์เพื่อเผยแผ่พระศาสนาสู่ดินแดนพุทธภูมิภูฏาน ในพุทธศตวรรษที่12
เที่ยง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ Takshang café 
อิสระให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย และอิสระช็อปปิ้งที่เมืองพาโร

ค่ำรับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ของโรงแรม
ที่พักLe Meridian Paro หรือ เทียบเท่า
พาโร – กรุงเทพ ฯ
เวลารายการท่องเที่ยว
  เช้ารับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองพาโร ซึ่งกษัตริย์ จิกมี่ ดอร์จิ วังชุก รัชกาลที่ 3  ผู้เป็น “บิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” ได้รวบรวมศิลปวัตถุเก็บไว้ใน “ป้อมกลมหอรบโบราณ” หรือ ตาซอง พระองค์ได้จัดทำป้อมกลมให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ใน พ.ศ.2511 ต่อมาได้เกิดแผ่นดินไหวที่ทำให้ป้อมโบราณเสียหาย  จึงได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลังใหม่ขึ้นมาแทนที่  ชมหน้ากากที่ใช้สวมแสดงในงานเทศกาลสำคัญจากทั่วประเทศ  ชมงานพุทธศิลป์ของการทำผ้าพระบท (ตังกา)  ภาพแผนภูมิศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธนิกายวัชรยาน (มันดาลา) เครื่องแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ อาวุธ  เครื่องดนตรี  คัมภีร์ทางศาสนา  ความรู้ทางชีววิทยาบนเทือกเขาหิมาลัย  จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าชม พาโร ซอง ที่สร้างขึ้นริมฝั่งแม่น้ำพาชู เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของชาวภูฏาน ซอง คืออาณาบริเวณที่ใช้เป็นป้อมปราการ พระราชวัง  อารามหลวง หอบูชาพระพุทธเจ้า  พระโพธิสัตว์และพระอรหันต์  เป็นศูนย์ราชการ  โรงเรียนสอนศาสนา สถานที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์  และเป็นลานเอนกประสงค์ ซึ่งในทุกเขตการปกครองจะมีซองประจำเขตของตนเองการออกแบบซองทุกแห่งจะได้แนวคิดมาจากแผนภูมิของจักรวาลที่มีศูนย์กลางเป็นพุทธภูมิ ซึ่งเป็นความเชื่อของลัทธิตันตรยาน วัชรยานและมหายาน  และพาโรซองแห่งนี้ก็ยังได้เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์พุทธประวัติ เรื่องLittle Buddha  เมื่อปีค.ศ.1991 ฉะนั้นการเข้าไปในซองทุกแห่งจะต้องแสดงการเคารพ ด้วยการแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่เป็นชุดสั้น ไม่ใส่เสื้อยืดแขนสั้น  ไม่กางร่ม และไม่สวมหมวก ส่วนชาวภูฏานทุกคนจะต้องสวมชุดประจำชาติ

เที่ยง
รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร

เดินทางสู่ วัดคิชู (Kichu Temple) อายุ1,300 ปี วัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏานที่ตามประวัติว่าสร้าง ตั้งแต่สมัยที่ภูฏานยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของทิเบต  ซึ่งกษัตริย์ซองเซนกัมโป  ที่ชาวทิเบตยกย่องว่า เป็นผู้อัญเชิญศาสนาพุทธสายวัชรยานตันตระมาประดิษฐาน ในทิเบต และโปรดให้สร้างวัดขึ้น 108 แห่ง เพื่อตอกหมุดสะกดอวัยวะ 108 จุดของยักษ์ตนหนึ่งซึ่งนอนแผ่ขวางกั้นการประกาศพระธรรมจักรบนเทีอกเขาหิมาลัย  โดยที่พระองค์ทรงมุ่งหมายที่จะให้สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเผยแผ่ไปทั่วดินแดนแห่งนี้  จุดที่สร้างวัดคิชูที่เมืองพาโรเป็นเท้าซ้ายของยักษ์ 

นำเข้าชมวิหารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ ซองเซน กัมโป ซึ่งตรงบริเวณพื้นไม้เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี มีร่องรอยบุ๋มลึกอย่างชัดเจน  เนื่องจากมีผู้แสวงบุญจำนวนมากมายืนก้มลงกราบพระแบบ  “อัษฎางคประดิษฐ์” ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานนับพันปี  ขอเชิญชมต้นสนไซเปรสไม้ประจำชาติต้นเก่าแก่ที่หน้าวัด

จากนั้นนำเดินทางสู่สนามบินเมืองพาโร
16.05 น.ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ ด้วยสายการบินดรุ๊กแอร์ เที่ยวบินที่ KB140
 21.50 น.
ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ มิรู้ลืม

กรุณาเลือกวันเดินทาง

สายการบิน

เที่ยวบิน(ขาไป) KB121 Druk Air สุวรรณภูมิ
เที่ยวบิน(ขากลับ) KB140 Druk Air สุวรรณภูมิ

สิ่งอำนวยความสะดวก

สิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ
บริการ WIFI
บริการ อาหารบนเครื่อง
น้ำหนักกระเป๋า 30 KG
โรงแรมที่พัก
จำนวนมื้ออาหาร 10 มื้อ