เที่ยวจอร์เจีย วางแผนก่อนเดินทาง เที่ยวเดือนไหนดี? ห้ามพลาดทุกจุดการไปทัวร์จอร์เจีย

โพสเมื่อ 11 เม.ย. 2563
*** เกร็ดความรู้ ***

ทำไมต้องไปจอร์เจีย
  • โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก ประเทศที่น่าท่องเที่ยวน่าเดินทางก็มีมากมาย แล้วทำไมกันนะใครๆ รวมทั้งคนไทยเราถึงอยากจะไปเที่ยวจอร์เจียกัน 


1

  เพราะจอร์เจียเป็นเมืองที่สวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

เพราะจอร์เจียเป็นเมืองที่สวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน 

หนึ่งในเหตุผลที่ใครๆก็อยากไปเที่ยวจอร์เจีย นั่นก็เป็นเพราะความสวยงามของธรรมชาติดินแดนสุดขอบของเอเชีย  ประเทศจอร์เจียเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง มีหิมะตลอดทั้งปีในบางเขต สถาปัตยกรรมต่างๆ เป็นแนวยุโรป และด้วยความที่เป็นเมืองโบราณมีอายุมากกว่าสามพันปี ผู้ที่ไปเที่ยวจอร์เจียก็จะได้สัมผัสกับอาคารบ้านเรือน ห้อมปราการแบบยุโรปโบราณมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภูเขาสูงที่สวยงามอีกด้วย 

2

  เพราะจอร์เจียเป็นดินแดนแห่งมนต์ขลังของเทือกเขาคอเคซัส

เพราะจอร์เจียเป็นดินแดนแห่งมนต์ขลังของเทือกเขาคอเคซัส

สำหรับคนรักการเดินทางแบบชมธรรมชาติของภูเขาสูง การเดินป่าผจญภัยเล็กๆ ไปยังใจกลางของหุบเขาต้องหลงรักการมาเที่ยวจอร์เจียเอามากๆ เพราะภูมิประเทศของที่นี่ทอดตัวยาวตามแนวเขตเทือกเขาคอเคซัส มีเมืองหลายเมืองที่เราไปเที่ยวแล้วสามารถเดินชมธรรมชาติในเขตเทือกเขาได้ แต่ต้องเป็นนักท่องเที่ยวสายผจญภัยนะ ใครที่ชอบความ สะดวก ชมวิวสวยๆ ก็เดินเล่นถ่ายรูปสวยๆ กับวิวภูเขาคอเคซัสอยู่ด้านนอกดีกว่าอลังการไม่แพ้กัน 

3

  เพราะไปจอร์เจียไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้นานถึง 365 วัน

เพราะไปจอร์เจียไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้นานถึง 365 วัน 

เริดใช่ไหมล่ะ ไปเที่ยวจอร์เจียไม่ยุ่งยากกับเรื่องขอวีซ่าเลยสำหรับชาวไทยอย่างเรา แถมยังเที่ยวได้นานถึง 365 วันอีกด้วย เรียกว่าสามารถอยู่จอร์เจียได้ถึง1 ปีเชียว จะจัดทริปยาวขนาดไหนไม่ต้องกังวลเลย 

4

  เพราะเที่ยวจอร์เจียเราจะเป็นคนร่ำรวย

เพราะเที่ยวจอร์เจียเราจะเป็นคนร่ำรวย 

ที่พูดอย่างนั้นเพราะว่าจอร์เจียเป็นประเทศที่ค่าครองชีพต่ำ ถ้าเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ  เมื่อเราไปทัวร์จอร์เจียเราก็จะเที่ยวได้แบบสบายๆ ไม่ต่างจากค่าครองชีพในประเทศไทยมากนัก เรียกว่าสามารถหาที่พักในราคาประมาณพันต้นๆ ได้ ทานอาหารมื้อละไม่เกิน 150 บาทได้ การเดินทางหรือเช่ารถก็ไม่แพง กินหรูอยู่สบายได้เลยทีเดียว 

5

  การเดินทางไปจอร์เจีย รวมถึงสายการบิน

การเดินทางไปจอร์เจีย รวมถึงสายการบิน

เนื่องจากจอร์เจียเป็นประเทศเล็กๆ น่ารักๆ ที่นักท่องเที่ยวยังไม่ได้บูมมาก ดังนั้นการเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจอร์เจีย ยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากประเทศไทย แต่ต้องเดินทางหรือบินไปต่อเครื่องที่ประเทศใกล้เคียง ซึ่งเมืองที่มักจะมีสายการบินไป transit ก็ได้แก่ เมืองดูไบ (Dubai) เมืองมานามา (Manama) ประเทศบาร์เรน  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เมืองอัลมาตี้ (Almaty) ประเทศคาซัคสถาน หรือ เมืองอิสตันบูล (Istanbul) ประเทศตุรกี ซึ่งไม่ต้องกังวลใจในส่วนนี้ เพราะเมืองต่างๆเหล่านี้น่าแวะเที่ยวแวะชมทั้งนั้นเลย  สำหรับเรื่องของระยะเวลาในการเดินทาง จากประเทศไทยไปยังประเทศจอร์เจียใช้เวลาบินโดยประมาณ 11-12 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสายการบิน  ทั้งนี้ อยากจะไปทัวร์จอร์เจียมีสายการบินที่ให้บริการหลากหลายมาก สายการบินที่ได้รับความนิยม เช่น ตุรกีแอร์ไลน์ (TK)  เอมิเรตส์แอร์ไลน์  ลุฟต์ฮันซา (LH)   เพกาซัสแอร์ไลน์ (PC)  ไรอันแอร์ (FR)  ล็อตโปลิสแอร์ไลน์ (LO)   ยูเครนอินเตอร์เนชั่นแนลแอร์ไลน์ (PS)  หรือ แอร์บาลติก (BT) เป็นต้น 

6

  รู้จักประเทศจอร์เจียกันสักหน่อย

รู้จักประเทศจอร์เจียกันสักหน่อย 

จอร์เจีย (Georgia) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่สุดขอบของทวีปเอเชียต่อเขตแดนกับทวีปยุโรป จึงได้ชื่อว่าเป็น ประเทศสองทวีป ดังนั้นชาวไทยอย่างเราจึงฟินมากเมื่อไปทัวร์จอร์เจีย เพราะจะได้ชื่นชมกับวิวทิวทัศน์และสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่เหมือนเมืองในยุโรป โดยประเทศจอร์เจียนั้นตั้งอยู่แถบเทือกเขาคอเคซัสทางตอนใต้ ทิศตะวันตกอยู่ติดกับทะเลดำ (Black Sea) ทิศใต้ติดกับตุรกี , อาเซอร์ไบจาน และ อาร์เมเนีย ส่วนทิศตะวันออก ติดกับ รัสเซียและอาเซอร์ไบจาน ส่วนทิศเหนือติดกับรัสเซียแบบเต็มๆ 

ในส่วนของประวัติศาสตร์ จอร์เจียมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 2,500 ปี มีเมืองหลวงซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศชื่อว่าเมืองหลวงกรุงทบิลิซี ซึ่งมีอายุมากกว่า 1,500 ปี ดังนั้นตึกรามบ้านช่องในเมืองหลวงแห่งนี้จึงเปี่ยมเสน่ห์ของยุคสมัยโบราณ มีสินค้าวินเทจที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางสายไหมวางจำหน่ายทั่วไป เมื่อมาเที่ยวจอร์เจีย เราจะพบเห็นป้อมปราการและวิหารมากมาย นั่นก็เพราะในอดีตจอร์เจียเคยถูกปกครองด้วยอาณาจักรต่างๆ เป็นพื้นที่ที่มีการต่อสู้และรบกันหลายครั้งมาก ทำให้จอร์เจียถูกหมุนเวียนปกครองโดยอาณาจักรต่างๆ มากมายทั้ง เปอร์เซีย, ตุรกี, อาหรับและมองโกล จนกระทั่งรัสเซียได้เข้ามาผนวกจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตัวเอง และต่อมาจอร์เจียก็เป็นอิสระจากรัสเซียโดยมีการแยกตัวออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมประชากรของที่นี่จึงสามารถพูดภาษารัสเซียกันได้อย่างคล่องแคล่ว  ทั้งนี้ ประเทศจอร์เจียเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 69,000 ตารางกิโลเมตร (1 ใน 7 ของประเทศไทย) และมีการแบ่งการปกครองออกเป็น 12 เขต มี 9 จังหวัด 


7

  สกุลเงินและการใช้จ่าย

สกุลเงินและการใช้จ่าย 

จอร์เจียมีสกุลเงินเป็นของตนเอง โดยสกุลเงินของประเทศจอร์เจียจะเรียกกันว่า จอร์เจียน ลารี (Georgian Lari) หรือเรียกสั้นๆ ว่าลารี ( GEL )  อัตราการแลกเปลี่ยนก็จะขึ้นอยู่กับค่าเงิน โดยส่วนใหญ่ก็ประมาณ 1 GEL = 12  บาท  ใครที่กำลังตามหาข้อมูลเที่ยวจอร์เจียก็แนะนำว่าสำหรับชาวไทยควรจะแลกเงินเป็นสกุลดอลล่าร์  US หรือเงิน Euro ไปก่อน เพราะในไทยก็ไม่มีที่แลกเงินสกุลจอร์เจียนลารี ส่วนที่ประเทศจอร์เจียก็ไม่มีร้านแลก เงินในไทยเป็นเงินสกุลเงิน GEL เช่นกัน ดังนั้นเพื่อความสะดวกและเราจะไม่ตกยาก ต้องแลกเงินเป็นเงินดอลล่าร์หรือยูโรไปนะ 

8

  ภาษาและการสื่อสาร

ภาษาและการสื่อสาร 

ประเทศจอร์เจียเป็นเมืองเก่าแก่โบราณนับพันๆ  ปี แน่นอนว่าที่นี่ผู้คนมีภาษาการสื่อสารเป็นของตนเอง โดยเค้าพูดภาษาจอร์เจียกันซึ่งถือว่าเป็นภาษาที่เก่าแก่และงดงามภาษาหนึ่งของโลก (เราถึงควรจะต้องไปฟังอ่ะนะ)  และภาษาที่คนจอร์เจียพูดได้คล่องอีกภาษาก็คือภาษารัสเซีย  ในส่วนของภาษาอังกฤษถ้าเป็นเมืองหลวงคือเมืองหลวงทิบิลิซี่ ผู้คนหรือสถานประกอบการร้านค้าก็มักจะมีคนที่พูดได้ สื่อสารกันได้ แต่ถ้าเป็นนอกเมืองออกไปหน่อยก็มักจะใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย  เรียกว่าภาษาหลักในการสื่อสารนอกจากภาษอังกฤษ ก็คือฝึกภาษามือไปให้คล่องได้เลย สื่อสารได้สบายใจแน่นอน อิอิ 

9

  เที่ยวจอร์เจียเดือนไหนถึงจะดีที่สุด?

เที่ยวจอร์เจียเดือนไหนถึงจะดีที่สุด?

เอาจริงๆ ถ้าดูตามข้อมูลเที่ยวจอร์เจียแล้วจะพบว่า จอร์เจียเป็นประเทศที่เที่ยวได้ทั้งปี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชอบอากาศและทิวทัศน์แบบไหน ช่วงไหนมากกว่ากัน ส่วนใครชอบฤดูร้อน ไม่อยากหนาวจัดแต่ก็อยากเจอหิมะ บอกเลยว่าไม่ต้องกังวล จอร์เจียเป็นประเทศที่มีหิมะหรือสามารถเจอหิมะได้ทุกฤดูกาล (ในเขตเทือกเขานะจ๊ะ)

  • ฤดูร้อน อุณหภูมิจะประมาณ 16-30 องศาเซลเซียส 
เป็นช่วงที่มีแดดแรงอยู่นะ ใครไม่ชอบความหนาวยะเยือกก็ลองมาในช่วงนี้ได้ เพราถ้าไปเที่ยวตามภูเขาอากาศก็ยังเย็นๆ อยู่นะ  โดยฤดูร้อนจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

  • ฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิประมาณ 5-20 องศาเซลเซียส 
อากาศช่วงนี้จะเย็นสบายๆเดินเล่นชมนกชมไม้ และชมดอกไม้ใบหญ้าได้แบบสวยๆ  ช่วงนี้จะมีวิวใบไม้เหลืองแดง ซึ่งบอกเลยว่าถ่ายรูปฟินมาก ส่วนใครกลัวไม่เจอหนาว ทัวร์จอร์เจียฤดูนี้ยังเจอหนาวอยู่บนเขานั่นเอง ฤดูใบไม้ร่วงก็ช่วงเดือนกันยายน -พฤศจิกายน 

  • ฤดูหนาว อุณหภูมิประมาณ -5 ถึง 10 องศาเซลเซียส 
ใครชอบความหนาวคือบอกเลยว่าหนาวได้ใจ สำหรับเที่ยวในเมืองคือพอไหว สบายๆ  แต่ใครจะไปเที่ยวแบบขึ้นเขาต้องเตรียมตัวไปให้พร้อม มาเที่ยวจอร์เจียในฤดูหนาวก็จะได้ฟินกับหิมะขาวโพลนทั้งเมืองแน่นอน โดยฤดูนี้จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ 

  • ฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิประมาณ 10-25 องศาเซลเซียส 
โดยฤดูนี้จะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงที่น่าท่องเที่ยว เพราะจะได้ชมความสวยงามของธรรมชาติที่กำลังเบ่งบาน อากาศก็กำลังเย็นสบาย เรียกว่าไม่ร้อนแล้วก็ไม่หนาวจนเกินไป สวมเสื้อคลุมเก๋ๆ ถ่ายรูปฟินๆ ได้เลย 




*** เกร็ดความรู้ ***

ทั้งหมดก็คือข้อมูลท่องเที่ยวจอร์เจียฉบับเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าจอร์เจียเป็นประเทศขนาดเล็กๆ ที่น่ารักและน่าศึกษามาก มีแค่ 9 เขต หรือ 9 จังหวัด ไปสักครั้งก็วางแผนเที่ยวให้คุ้มได้เลย แม้จะเป็นเมืองน่าเที่ยวอีกแห่งที่คนกำลังนิยมแต่ก็ไม่ถึงกับแออัดไปด้วยนักท่องเที่ยว ยังได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติของคนท้องถิ่น ใครชอบความฟินกับการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ รักการชื่นชมเมืองประวัติศาสตร์ อยากสัมผัสอาการหนาวๆ วิวแบบยุโรปต้องหลงรักการเที่ยวจอร์เจียแน่นอน 


 แนะนำทริปท่องเที่ยวจอร์เจีย ดูทั้งหมด

 บทความที่เกี่ยวข้องกับจอร์เจีย