เที่ยวไอซ์แลนด์ 11 วันในฤดูร้อน (Iceland Summer) หน้าร้อนก็เที่ยวไอซต์แลนด์ได้

โพสเมื่อ 11 เม.ย. 2563

1

  เริ่มต้นวันที่หนึ่ง : กรุงเทพ – เรคยาวิค

เริ่มต้นวันที่หนึ่ง  : กรุงเทพ – เรคยาวิค 

Blue Lagoon / เมืองเรคยาวิค (Reykjavik) / พักในโรงแรม Fosshótel Reykjavík
เนื่องจากการไปทัวร์ไอซ์แลนด์นั้นไม่มีเที่ยวบินที่บินตรงจากประเทศไทย เราจึงเริ่มต้นการเดินทางจากกรุงเทพมหานครด้วยสายการบิน ฟินแอร์ AY 142  ซึ่งจะออกจากกรุงเทพในเวลา 09.05 น. และจะบินถึงท่าอากาศยานเฮลซิงกิ-แวนต้า สนามบินนานาชาติหลักของกรุงเฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์ (Republic of Finland) ในเวลา  15.15 น. ก่อนจะต่อเครื่องบินตรงสู่กรุงเรคยาวิคด้วยไฟล์บิน AY991 ซึ่งจะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเคฟลาวิค (Keflavík International Airport) ในเวลา 17.00 น. มาถึงกรุงเรคยาวิค (Reykjavik) ในวันแรกเรามีโปรแกรมเที่ยวชมหลักๆ แค่ไม่กี่จุด แต่เป็นจุดที่ฟินมากๆ สำหรับการมาไอซ์แลนด์ 
เราเริ่มต้นเช็คอินจุดแรกในไอซ์แลนด์กันที่ Blue Lagoon แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติขนาดใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนัก ใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นานเราก็ได้มาแช่ตัวในน้ำแร่สีฟ้าใส ที่มีความอุ่นแบบกำลังพอเหมาะ บ่อน้ำแร่แห่งนี้มีขนาดใหญ่และเป็นที่นิยมมากๆ หลังจากแช่ตัวกันแบบฟินๆ เราจะเดินทางไปเที่ยวชมเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์กันต่อ เมืองนี้ชื่อว่ากรุงเรคยาวิค (Reykjavik) มีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในตัวเมืองมากมาย และคืนแรกนี้เราได้เข้าพักกันที่โรงแรม Fosshótel Reykjavík เป็นโรงแรมทั้งอยู่ใจกลางเมือง บรรยากาศของโรงแรมเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อน ที่สำคัญพักที่นี่เราใช้เวลาเดินเพียงไม่กี่นาทีก็ไปยังถนนสายหลักของ Reykjavik, Laugavegur เดินเล่นริมน้ำได้แบบสบายๆ ก่อนจะกลับมานอนเอาแรงไว้ออกทริปไปทัวร์ไอซ์แลนด์แบบจัดเต็มในวันพรุ่งนี้ 


2

  วันที่สอง : วงกลมทองคำ (Golden Circle)

วันที่สอง : วงกลมทองคำ (Golden Circle)

การออกเดินทางเที่ยวไอซ์แลนด์นิยมเดินทางตามถนนเส้นหลักเป็นวงกลม ที่เรียกกันว่าวงกลมทองคำ (Golden Circle) โดยเริ่มต้นของวันเราจะไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติ Þingvellir  (ธิงเวลลีร์) อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไอซ์แลนด์ เพื่อชมกำแพงหินขนาดใหญ่ที่เกิดจากรอยเคลื่อนของเปลือกโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (The Mid-Atlantic Rift) จุดนี้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ต้องแวะเช็คอินกัน ก่อนจะไปเที่ยวชม นํ้าตก Öxarárfoss ที่มีความสวยงามที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลได้ด้วยเช่นกัน และต่อด้วยไฮท์ไลต์อีกแห่งหนึ่งของวันนี้ คือ นํ้าพุร้อนกีย์เซอร์ (Geysir)  ที่เราจะได้สัมผัสกับน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งจากผืนดินสูงถึง 80 เมตร  จุดนี้เป็นพื้นที่ที่บริเวณด้านล่างคือแหล่งพลังงานความร้อนขนาดใหญ่ ใครโชคดีมาในเวลาที่เหมาะก็จะได้ชมกีย์เซอร์เต็มๆตาเช่นเรา  จากกีเซอร์เราออกเดินทางตามเส้นหลักไปอีกประมาณ 10 นาที เพื่อมาชมอภิมหานํ้าตก กูลฟอสส์ (Gullfoss) หนึ่งในนํ้าตกที่ได้รับการยกให้เป็นนํ้าตกที่สวยงามที่สุดในไอซ์แลนด์ และคืนนี้เราจะเข้าพักกันที่โรงแรม Hella Stracta Hotel โรงแรม 4 ดาว น่ารักๆ ที่มีบรรยากาศสวยงาม สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม และมีมุมถ่ายรูปฟินๆ ให้อีกด้วย 


3

  วันที่สาม : ชายหาดด้านใต้ (South Shore)

วันที่สาม : ชายหาดด้านใต้ (South Shore)

หลังจากหลับเต็มตาในโรงแรมน่ารักๆ แล้ว เช้านี้เราจะไปทัวร์ไอซ์แลนด์ ตามล่าแสงเหนือต่อกันโดยวันนี้เราจะไปตามถนนวงกลมทางชายหาดด้านใต้ จุดแรกของเส้นนี้ที่เราแวะชมคือ  “นํ้าตกเซลจาลันต์ฟอสส์” (Seljalandsfoss) น้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์  จุดเช็คอินของมุมนี้คือมาแล้วต้องได้ถ่ายรูปกับม่านหลังน้ำตกที่หาดูที่อื่นไม่ได้ ต่อจากนั้นเราไปชม นํ้าตกสโคการ์ฟอสล์” (Skogafoss) น้ำตกที่ยิ่งใหญ่อลังการด้วยความสูงถึง 62 เมตร ที่ทำให้เราดูตัวจิ๋วไปถนัดตา มุมนี้จะมีการหักเหของแสงที่ทำให้เกิดสายรุ้งน้อยๆในมุมน้ำตก สวยงามมาก หลังจากนั้นเดินทางสู่แหลม Dyrhólaey แหลมที่มีชะง่อนผายื่นออกไปในทะเล มีความสูงประมาณ 120 เมตร ที่นี่มีจุดเด่นที่เราจะได้เห็นภูมิศาสตร์ที่แปลกตาของโลกใบนี้
จาก Dyrhólaey เราเดินทางเข้าสู่เขตหมู่บ้าน Vík í Mýrdal  เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติสุดแปลกตาของหาดทรายดํา Reynisfjara ที่เต็มไปด้วยกรวดสีดำส่งประกายแวววาว จนในปี ค.ศ.1991 สมาคม National Geographic ได้ยกย่องให้หาดทรายดําแห่งนี้ติด 1 ใน 10 อันดับ หาดทรายดําที่สวยที่สุด หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติของชายหาดแล้ว ในช่วงเย็นเราเดินทางเข้าไปเที่ยวชมหมู่บ้าน Vík í Mýrdal หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่มีบรรยากาสแสนอบอุ่น คืนนี้เราเลือกเข้าพักที่โรงแรม Hotel Kria โรงแรมขนาด 4  ดาวในดีไซน์แบบโมเดิร์น ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความครบครัน ตั้งอยู่ริมภูเขาที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม 


4

  วันที่สี่ : ดินแดนแห่งธารน้ำแข็ง

วันที่สี่ : ดินแดนแห่งธารน้ำแข็ง

วันนี้เราจะไปเที่ยวไอซ์แลนด์แบบไม่ใช่ไอซ์แลนด์ทำแทนไม่ได้ เพราะจะเดินทางไปชมธารน้ำแข็งซึ่งว่ากันว่ามีมากมายในประเทศนี้ เริ่มต้นจากการเข้าสู่เขตธารนํ้าแข็ง Skaftafell ชม Skaftafellsjökull glacie ธารนํ้าแข็งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไอซ์แลนด์ จากนั้นเราจะเดินทางไปชม Mossy Lava rock ทุ่งหญ้ามอสส์หรือทุ่งหินลาวาที่เกิดจากการเย็นตัวลงของภูเขาไฟทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พืชมอสส์สีเขียวนุ่ม ๆ ดุจปุยนุ่นกระจายตัวปกคลุมทั่ว จากทุ่งหญ้ามอสส์เราไปต่อกันที่  Fjaðrárgljúfur Canyon โตรกผาที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดเช็คอินที่โด่งดังมีภาพขึ้น IG มากมาย หลังจากนั้นไปฟินกันต่อกับธารน้ำแข็ง Svinafell ธารน้ำแข็งที่เราเข้าได้ใกล้มากที่สุดไปยืน ณ จุดนี้ เราจะได้ยินเสียงน้ำแข็งกะเทาะใต้ท้องทะเลอีกด้วย และจากจุดนี้ระหว่างเส้นทางเราได้แวะชมโบสถ์หญ้า (Hofskirkja) โบสถ์สไตล์ไอซ์แลนดิคที่ปกคลุมด้วยหญ้าบนหลังคาที่สวยงามและน่ารักแห่งหมู่บ้าน Hof  ก่อนจะไปพบกับโจกุลซาลอน (Jökulsárlón) ทะเลสาบธารนํ้าแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ และต่อด้วยการเที่ยวชมหาดทรายเพชร (Diamond beach) ที่ตื่นตาตื่นใจด้วยสีสรรของก้อนน้ำแข็งที่แตกกระจายตัดกับเม็ดทรายสีดำ หลังจากเหน็ดเหนื่อยแบบฟินๆ มาทั้งวัน คืนนี้เราจะเข้าพักกันที่ โรงแรม Fosshotel Vatnajokull ที่พักระดับ 3 ดาว ที่จัดห้องได้น่ารักอบอุ่น มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ที่สำคัญตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งกว้าง ชมทิวทัศน์โดยรอบของเมืองได้แบบสวยงาม



5

  วันที่ห้า : ชายฝั่งภาคตะวันตก – ดูนกพัฟฟิน

วันที่ห้า : ชายฝั่งภาคตะวันตก – ดูนกพัฟฟิน

วันนี้เราไปต่อกันที่ชายฝั่งภาคตะวันตก ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางอยู่พอสมควร เริ่มต้นจากการไปเที่ยวชม Vesturhorn Mountain ถนนเส้นนี้มีความสวยงาม เงียบสงบ และมีจุดให้ ถ่ายภาพแบบแลนด์สเคปสวยๆ ให้ได้ฟินกัน  จากนั้นเราแวะพักเอาแรงกันที่เมือง Egilsstaðir เมืองน่ารักๆ ที่เป็นแหล่งชุมชนของนักเดินทาง นี่ที่ถือว่าเป็นเมืองหลักทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไอซ์แลนด์ ที่เป็นทั้งศูนย์กลางเดินทาง มีสนามบิน โรงเรียน และสถานที่สําคัญทางราชการต่างๆ ต่อจากการเที่ยวชมเมืองเล็กๆ น้อยๆ และเติมเสบียงแล้ว เราจะไปกันที่หมู่บ้านชาวประมง Borgarfjörður Eystri เพื่อชมชุมชนนกพัฟฟินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของไอซ์แลนด์ ก่อนจะแวะถ่ายรูปเช็คออินด์ฟินๆ กันที่หมู่บ้าน Seydisfjordur หมู่บ้านสไตล์ไอซ์แลนดิค ที่เต็มไปด้วยบ้านเล็กน่ารักและภาพกราฟฟิติบนพื้นถนนอันโด่งดัง สำหรับคืนนี้ ไฮท์ไลต์ของเราอยู่ที่ที่พักคือโรงแรม Icelandair Hotel  ซึ่งตั้ง อยู่ใน Hérað Egilsstadir ห่างจากแม่น้ำ Lagarfljot River แค่ 5 กิโลเมตร โรงแรมนี้ตกแต่งด้วยพื้นไม้สวยงาม มีบาร์ลานระเบียง ห้องพักทุกห้องมีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) และที่สำคัญมีห้องอาหารที่เชี่ยวชาญในอาหารจานปลา เนื้อแกะไอซ์แลนด์ และสเต็กกวางเรนเดียร์ ความสุขของค่ำคืนนี้เชียวล่ะ 

6

  วันที่หก : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันที่หก : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันนี้เรายังคงอยู่กันที่ชายฝั่งภาคตะวันตก ซึ่งต้องบอกเลยว่าแม้จะต้องใช้เวลาในการเดินทางระยะยาวแต่จุดท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ในเส้นทางนี้เป็นอะไรที่คุ้มค่า หาชมไม่ได้จากมุมอื่นของโลกอย่างแน่นอน วันนี้เราเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปชม อภิมหาน้ำตก Dettifoss ในเขตอุทยาน Vatnajökull National Park นํ้าตกแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่และไหลแรงมากที่สุดของยุโรป  เมื่อเราไปเที่ยวชมจุดนี้จะตื่นตาตื่นใจกับภาพน้ำตกขนาดมหึมาที่ไหลลงจากขอบหน้าผาอันกว้างใหญ่ซึ่งมีความกว้างราว 100 เมตร และจากจุดนี้ขับรถต่อเนื่องมาในเส้นทาง volcanic dessert ไม่ไกลเราจะได้ชม Hverarönd บ่อซัลเฟอร์หรือบ่อโคลนเดือดที่กระจายตัวให้ถ่ายรูปกัน หลังจากนั้นเราจะไปชมทิวทัศน์ของภูเขาไฟ Krafla (Krafla Caldera) กลุ่มหิน Dimmuborgir (Dimmuborgir lava formations) ซึ่งเป็นแท่งหินลาวาที่ถูกกัดเซาะจนดูคล้ายไดโนน้อยกำลังก้มกินน้ำ จุดนี้นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องมาแวะถ่ายภาพเพราะสวยงามและสงบนิ่งมากๆ ต่อจากนั้นเราจะไปกันที่ Grjótagjá geothermal cave หรือ ถํ้า Game of Throne  อีกแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตก่อนจะเข้าพักที่โรงแรม Fosshotel Myvatn อีกหนึ่งที่พักสุดฮอต เพราะโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบมีวัทย์จุดท่องเที่ยวสำคัญที่ใครๆก็อยากมานอนพักชมแบบฟินๆ 

7

  วันที่เจ็ด : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันที่เจ็ด : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันนี้เราจะเดินทางออกไปเที่ยวกันที่  Goðafoss หรือ Waterfall of God ที่เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวสำคัญในเขตทะเลสาบมีวัทน์ (Myvatn Lake)   น้ำตกแห่งนี้ ได้ชื่อว่า “The Beauty” เพราะความงดงามของน้ำตกเกิดจากสายน้ำตกของโกดาฟอสส์ที่มีลักษณะโค้งเป็นครึ่งวงกลมและไหลตกลงมายังแอ่งขนาดใหญ่ตรงกลาง แตกต่างจากน้ำตก Dettifoss  ที่ชาวไอซ์แลนด์เปรียบเป็นอสูรเพราะความยิ่งใหญ่และดูน่ากลัว  จากจุดชมน้ำตกเราเดินทางไปต่อกันที่ท่าเรือ เมือง Husavik เพื่อขึ้นเรือออกเดินทางสู่ท้องทะเล สัมผัสประการณ์การสุดพิเศษในการชมวาฬ หรือ Whale watching ทั้งนี้ ในเขตนี้ถือว่าเป็นทะเลที่อุดมสมบูรณ์อยู่มาก เรามีหวังที่จะได้พบกับเจ้าปลาวาฬถึง 23 ชนิด  เช่น Humpback whale, Minke Whale, Killer Whale, Fin Whale หรือ Orca  หลังจากนั้นเราจะเดินทางสู่ เมืองอาคูเรย์รี่ (Akureyri) เมืองหลวงทางภาคเหนือของไอซ์แลนด์ แวะเที่ยวชมสถานที่น่าสนใจภายในเมือง อย่างเช่น โบสถ์ สถาปัตยกรรมต่างๆ แล้วเข้าพักกันที่ Hotel Laugarbakki  โรงแรมที่พักระดับ 3 ดาว ที่ตกแต่งเรียบง่าย สะอาด มีสิ่งความอำนวยสะดวกครบครัน ฟินที่สุดของการพักที่นี่ก็คือมีสระน้ำแร่ไว้ให้บริการ เที่ยวมาเหนื่อยได้นอนแช่น้ำแร่ก็ผ่อนคลายดีเหมือนกัน 

8

  วันที่แปด : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันที่แปด : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันนี้เราจะเดินทางสู่ เมือง Stykkisholmur เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในคาบสมุทร Snæfellsnes หนึ่งในสถานที่ถ่ายทําฉากสําคัญของภาพยนตร์เรื่อง Walter Mitty เมืองนี้เป้นเมืองท่าสำคัญของไอซ์แลนด์ตะวันตก เราจะได้เห็นผู้คนและการค้าขายที่คับคั่ง ต่อจากนั้นจะมุ่งเดินทางสู่ เมืองกรุนดาร์ฟจอร์ด (Grundarfjörður) ซึ่งเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทางด้านธรรมชาติและมีภูเขาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาจากทั่วทุกมุมโลกนั่นคือ Kirkjufell  ภูเขาแหลมสูง 463 เมตร ที่ตั้งเด่นอยู่กลางพื้นที่ซึ่งล้อมรอบไปด้วยทะเล ตัวภูเขามีชั้นสีที่แตกต่างกันตามชนิดของหินจึงสวยงามแปลกตา ถ่ายรูปเช็คออินกับภูเขา Kirkjufell กันแล้ว เราจะเดินทางสู่หาดทรายดำ (Djupalonssandur Beach) และเที่ยวชมธารน้ำแข็ง Snæfellsjökull ที่อยู่ปกคลุมภูเขา ก่อนจะเข้าพักกันที่ โรงแรม Fosshotel Hellnar ซึ่งอยู่ห่างจากจุดท่องเที่ยว Snæfellsjökull แค่ 6 กิโลเมตร โรงแรมแห่งนี้สวยงามด้วยทิวทัศน์ริมทะเล ห้องพักตกแต่งในสไตล์พื้นเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและที่สำคัญมีอาหารมื้อค่ำสไตล์ไอซ์แลนด์แบบดั้งเดิมพร้อมด้วยไวน์และเบียร์ออร์แกนิกไว้ให้บริการ 

9

  วันที่เก้า : ชายฝั่งภาคตะวันตก

วันที่เก้า : ชายฝั่งภาคตะวันตก

เรายังคงเดินทางตามเส้นวงกลมของ Golden Circle โดยวันนี้จะมาเที่ยวชมหมู่บ้าน Arnarstapi อดีตเมืองที่เป็นศูนย์การค้าขายในอดีต ที่นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ ริมทะเล ความสวยงามคือพื้นที่ชายฝั่งที่ประกอบด้วยขอบเหว หน้าผา และชะง่อนผา จากนั้นจะเดินทางกลับเมืองหลวงเรคยาวิค (Reykjavik) และเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆในเมืองหลวงที่วันแรกเรายังไม่ได้ไปชม เริ่มจากชมประติมากรรม The Sun Voyager เที่ยวชม Harpa ที่เป็นทั้งศูนย์ประชุมและคอนเสิร์ตฮอลล์ประจําเมือง ชมโบสถ์ Hallgrímskirkja เป็นสัญลักษณ์ที่สูงตระหง่านอยู่ที่กลางใจเมือง ก่อนจะเข้าพักในโรงแรม Fosshotel Reykjavík โรงแรมสูง 16 ชั้นอันทันสมัย ห่างจากถนน Laugavegur เส้นทางช็อปปิ้งแค่ 200 เมตร นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้มีทิวทัศน์เมืองและทะเลอันสวยงามอีกด้วย

10

  วันที่สิบ : เรคยาวิค – กรุงเทพ

วันที่สิบ : เรคยาวิค – กรุงเทพ

ปิดทริปเที่ยวไอซ์แลนด์กันแบบฟินๆ วันนี้เราต้องตื่นเช้าหน่อยเพื่อเดินทางกลับกันตั้งแต่ 06.00 น. โดยเดินทางสู่สนามบิน Keflavik International airport สนามบินหลักของเมืองหลวงไอซ์แลนด์ รอบนี้ เวลา 09.25 น.เราต้องเดินทางด้วยสายการบิน FinnAir AY 992 เพื่อไปท่าอากาศยานเฮลซิงกิ-แวนต้า (Helsinki Vantaa International airport) ในเวลา 15.50 น. จากนั้นจึงต่อเครื่องจากท่าอากาศยานเฮลซิงกิ-แวน ต้า (Helsinki-Vantaa Airport) ผ่านเข้าสู่ Transit hall  และเวลา 17.30 น. จึงออกเดินทางจากกรุงเฮลซิงกิ ด้วย สายการบิน FinnAir AY 141 เพื่อกลับสู่กรุงเทพมหานคร 

11

  วันที่สิบเอ็ด : กรุงเทพ

วันที่สิบเอ็ด : กรุงเทพ

กลับถึงกรุงเทพมหานครโดยสวัสดิภาพ ในเวลาประมาณ 07.15 น. ณ สนามบิน สุวรรณภูมิ 
*** เกร็ดความรู้ ***

เป็นยังไงกันบ้างคะกับข้อมูลเที่ยวไอซ์แลนด์ 11 วันในฤดูร้อน (Iceland Summer)  ที่เอามาฝากกัน ถ้าดูตามนี้จะเห็นว่าเราใช้เวลากับการเดินทางพอสมควรเลยแต่เป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ ใครที่กำลังสนใจอยากไปทัวร์ไอซ์แลนด์ บอกเลยว่าฤดูร้อนก็สวยงามไม่แพ้ฤดูหนาว และถึงไม่ได้ไปเจอแสงเหนือไอซ์แลนด์ก็เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดอยู่ดี  ใครพร้อมแล้วก็แพ็คกระเป๋าเตรียมไปฟินกันได้เลยนะ


 แนะนำทริปท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ ดูทั้งหมด

 บทความที่เกี่ยวข้องกับไอซ์แลนด์